ทำไมสูบไปป์แล้วด้านในแตก

• การแตกของไปป์นั้นมีหลักอยู่ 2 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือ ส่วนประกอบต่างๆเช่น เรซิ่น กรด น้ำที่อยู่ในเนื้อไม้ หรือส่วนสกปรกอย่างอื่นที่อยู่ภายในถูกขับออกมา และเหตุผลหลักสุดท้ายคือ “Cake” หรือ “Carbon Cake” คราบเขม่าสีดำซึ่งจับตัวเป็นก้อนแข็ง เกิดขึ้นขณะเกิดการเผาไหม้ภายในเบ้าไปป์ โดยส่วนที่เรียกว่า “Cake” นี้สามารถทำหน้าที่ปกป้องตัวเบ้าไปป์ไม่ให้ทะลุ หรือเสียหายเพราะความร้อนเมื่อสูบไปป์ แต่ถ้ามี “Cake” เกาะหนาเกินไป ก็สามารถทำให้ไปป์แตกเสียหายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการทำความสะอากไปป์โดยใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดไปป์ เพื่อแซะก้อน “Cake” นี้ออก ก็ไม่ควรที่จะแซะออกจนหมด ควรให้มีหลงเหลืออยู่ในเบ้าไปป์บ้าง เพื่อป้องกันความร้อนจากการเผาไหม้ในการสูบครั้งต่อไป
*หมายเหตุ*
ข้อมูลนี้สามารถใช้กับไปป์ที่ทำจากไม้บลายร์เท่านั้น  สำหรับไปป์ Meerschaum หรือไปป์ดินเหนียว จะดีกว่าถ้าไม่ให้มีก้อน “Cake” นี้หลงเหลืออยู่ในเบ้าไปป์ เพราะอาจจะทำให้ไปป์แตกเสียหายได้


การจุดไปป์ต้องทำอย่างไร

• โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ไม้ขีด หรือไฟแช็คในการจุดไปป์ ข้อสำคัญคือไม่ให้โดนขอบเบ้าไปป์จนเสียหาย วิธีนี้นับเป็นวิธีที่คลาสสิกที่สุด แต่มีข้อเสียตรงที่ว่า มีความยุ่งยากมากกว่าไฟแช็ค เพราะในการสูบไปป์ครั้งหนึ่งอาจต้องจุดไม้ขีดหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูบไปป์มือใหม่
• ไฟแช็ค ถ้าเป็นไปแช็คธรรมดาแบบที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด เมื่อจุดไปป์เปลวไฟจะย้อนขึ้นเข้าหามือ ทำให้ไม่สะดวก ควรใช้ไฟแช็คที่ออกแบบมาสำหรับจุดไปป์โดยเฉพาะ โดยไฟแช๊คนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อจุดไปป์ เพราะมีหัวอยู่ด้านข้าง เปลวไฟที่ออกมานั้นจะไม่ลวกมือเหมือนไปแช็คทั่วๆไป
ทำไมจุดไปป์แล้วดับบ่อย
• อย่าแปลกใจ ถ้าเมื่อเริ่มสูบไปป์ไปได้ซักพักแล้วเห็นว่าไปป์ได้มอดไปแล้ว แม้แต่ผู้ที่มีประสบการณ์ในการสูบไปป์ ยังต้องจุดไฟเพื่อสูบใหม่อยู่หลายครั้ง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กัยทักษะและความเคยชิน การเรียนรู้ที่จะเลี้ยงไฟไม่ให้มอด รวมไปถึงการควบคุมจังหวะ และความแรงของการสูบ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ผู้สูบต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ของตัวเอง


สูบไปป์แล้วความร้อนทำให้เบ้าไปป์ทะลุเกิดจากอะไร

• แน่นอนว่าเพราะความร้อนในเบ้าไปป์มากเกินไป หลักๆคือเกิดจากการที่มี “Cake” หรือก้อนสีดำที่เกาะอยู่ในเบ้าไปป์มีมากเกินไป ทำให้ไปป์แตกทะลุ อีกอย่างที่สำคัญคือ ผู้สูบไปป์ใช้แรงมาก หรือควบคุมการเผาไหม้ภายในเบ้าไปป์ได้ไม่ดีพอ
ผู้มีประสบการณ์ในการสูบไปป์บางท่านยังมีประสบการณ์ทำเบ้าไปป์ทะลุมาแล้ว เหตุผลคือไปป์แต่ละอันนั้นผลิตจากวัสดุทางธรรมชาติ มีความยืดหยุ่น รวมไปถึงการออกแบบที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นจะใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ในการสูบไปป์ทุกอันย่อมเป็นไปได้ยาก วิธีสูบไปป์ที่มีอยู่เป็นเพียงข้อแนะนำในเบื้องต้น ส่วนวิธีสูบเช่น การผ่อนจังหวะสูบ ความแรงที่ใช้ในการสูบ การใส่ยาเส้น ล้วนเป็นความท้าทายที่ผู้สูบไปป์จะต้องทำความเข้าใจ และเรียนรู้ด้วยตัวเองกับไปป์ทืท่านได้ครอบครองอยู่เท่านั้น
ทำไมสูบไปป์แล้วเจ็บลิ้น
• ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้สูบไปป์มือใหม่ เพราะไม่คุ้นเคยกับการสูบยาเส้นไปป์แบบนี้มาก่อน แต่เมื่อสูบไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดความเคยชินและอาการเหล่านี้จะหายไปเอง อีกเหตุผลคือ การใช้แรงในการสูบมากเกินไป ลักษณะนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Tongue bite” เป็นอาการทั่วไปที่ผู้สูบไปป์จะได้รับในตอนแรก


Briar, Bruyere หรือ ไม้กุหลาบ ต่างกันอย่างไร

•    ทั้งหมดนี้คือไม้ชนิดเดียวกัน เพียงแต่คำว่า “Bruyere” เป็นภาษาฝรังเศส ส่วนไม้กุหลาบเป็นชื่อที่คนไทยเรียกกัน


ทำไมสูบไปป์แล้วมีน้ำไหลออกมาจากไปป์

ที่เป็นแบบนี้เพราะเกิดจากความชื้นที่ถูกสะสมขึ้นภายในเบ้าไปป์ หรือบริเวณก้านไปป์ สาเหตุที่ทำให้น้ำไหลเยิ้มออกมาคือ

1.การดีไซน์ของไปป์ ส่วนใหญ่จะเกิดกับไปป์โค้งมากกว่า เพราะรูปทรงที่หักโค้ง ทำให้ลมที่วิ่งผ่านขณะสูบไปป์ เกิดการปะทะกันกับผนังไปป์ด้านใน เกิดเป็นคราบและความชื้นสะสม
2.การสูบเร็วเกินไป ไอน้ำซึ่งเกิดจากการปะทะของลม เมื่อใช้แรงเป่าที่เร็วและแรง กรณีนี้จะทำให้มีคราบน้ำไปสะสมอยู่ในก้านไปป์ (Stem) และปากคาบไปป์(Mouthpiece)
3.ยาเส้นไปป์มีความชื้นมาก โดยปกติแล้วยาเส้นไปป์จะมีความชื้นในตัวอยู่แล้ว แต่ยาเส้นที่มีการปรุงแต่งรสชาติ จะยิ่งมีความชื้นมากกกว่าอย่างอื่น
4.น้ำลาย
5.เป็นเรื่องปกติที่จะมีน้ำลายเข้าไปอยู่ในปากคาบไปป์ (Mouthpiece)หรือก้านไปป์ (Stem) ถ้ารู้สึกว่ามีน้ำอยู่ในไปป์ให้ใช้ลวดทำความสะอาดไปป์ สอดเข้าไปเพื่อดูดซับของเหลวที่อยู่ภายในภายหลังสูบเสร็จ สำหรับไปป์ที่เป็นฟิลเตอร์เหล็กขนาด 3 มิลลิเมตร สามารถใช้ฟิลเตอร์ปูนขาว เพื่อช่วยในการดูดซับความชื้น โดยการทิ้งฟิลเตอร์ที่ก้นเบ้า แล้วสูบตามปกติ ส่วนฟิลเตอร์ขนาด 9 มิลลิเมตร จะมีตัวดูดความชื้นและตัวกรองอยู่ในตัว

 

ไส้กรองเหล็ก ไส้กรองกระดาษ ไส้กรองไม้ Balsa ไส้กรองคาร์บอน แบบไหนดีกว่ากัน

 

ไปป์แต่ละตัวจะมีขนาดไส้กรองที่ต่างกัน ตามการออกแบบในแต่ละรุ่น โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดหลักๆอยู่ 3 ขนาดด้วยกันคือเส้นผ่านศุนย์กลาง 3 mm, 6 mm และ 9 mm โดยแต่ละขนาดนั้นก็จะมีวัสดุที่ใช้ในการกรองที่แตกต่างกัน และมีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกันดังนี้

 

ไส้กรองไปป์ขนาด 3mm (ไส้กรองเหล็ก หรืออลูมิเนียม)

-          ไส้กรองชนิดนี้จะพบเห็นได้มาก และจะมีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป โดยมีทั้งแบบท่อเหล็กตรง ตัดเฉียง แบบเกลียว แบบปลายมน แบบมีรูปผ่าตรงส่วนกลาง และอีกหลากหลายแบบ ซึ่งทุกแบบทำหน้าที่เหมือนกัน คือ การรับแรงปะทะจากควันในการจุดสูบ ทำให้เกิดการกรองได้บางส่วน และทำให้ลดความร้อนจากควันในการเผาไหม้ ไม่ให้เข้ามาที่ปากเราโดยตรง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของไส้กรองด้วยว่ามีลักษณะการออกแบบอย่างไร ข้อดีคือ ประหยัด เพราะสามารถถอดล้างได้ ข้อเสียคือ กรองได้น้อยและไม่สามารถดูดซับน้ำที่เกิดระหว่างการสูบได้ ผู้สูบบางท่านเลือกที่จะเอาไส้กรองเหล็กนี้ออก เพราะเชื่อว่าไม่มีประโยชน์อะไร และทำให้ต้องใช้แรงดึงควันมากกว่าเดิม

ไส้กรองไปป์ขนาด 3mm (ไส้กรองกระดาษ)

-          ไส้กรองชนิดนี้หาซื้อได้ยาก เพราะโรงงานไปป์ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ไส้กรองเหล็กมากกว่า แต่สำหรับไปป์บางรุ่นที่ระบบภายในแปลกออกไป ไม่สามารถใส่ไส้กรองเหล็กลงไปได้ ก็จะใช้ไส้กรองกระดาษแบบนี้ลงไปแทน เพราะสามารถตัดให้สั้นลงตามที่เราต้องการ คุณสมบัติคล้ายกับไส้กรองเหล็ก แต่ข้อดีคือสามารถดูดซับน้ำจากการสูบได้ดีกว่า ข้อเสียคือหาซื้อค่อนข้างยาก  และเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง

ไส้กรองไปป์ขนาด  6mm (ไม้ Balsa)

-          ไส้กรองชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อไปป์ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร ซึ่งจะพบได้น้อยกว่าแบบ 3 และ 9 มิลลิเมตร ที่จริงแล้วไส้กรองขนาด 6 มิลลิเมตรนี้มีทั้งที่ทำจาก กระดาษ ไม้ Balsa และอะลูมิเนียม ซึ่งคุณสมบัติก็จะเหมือนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ข้อดีของไส้กรองไม้ Balsa คือ กรองได้ดีกว่าไส้กรองแบบกระดาษ และแบบอะลูมิเนียม อีกทั้งยังสามารถดูดซับความชื้นได้ดี  ข้อเสียคือ เป็นแบบใช้แล้วทิ้ง

ไส้กรองไปป์ขนาด 9 mm (คาร์บอน)

-          ไส้กรองไปป์แบบคาร์บอน เป็นที่นิยมมากในอุตสาหกรรมไปป์ในปัจจุบัน เพราะเส้นผ่านศูนย์กลางที่มากกว่า ทำให้ไม่ต้องออกแรงสูบมาก ไส้กรองไปป์ชนิดนี้ทำออกมาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในการสูบไปป์ ข้อดีของไปปที่มีไส้กรองขนาด 9 mm นี้คือ การที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่ทำให้ไม่ต้องใช้แรงในการสูบมาก แต่จะไม่แสบร้อนปาก เพราะควันจะผ่านตัวดูดซับความชื้น ผงคาร์บอนที่ช่วยกรองทาร์ นิโคติน ก่อนจะมาถึงปาก (สามารถดูภาพระบบภายในของไส้กรองได้ที่หมวดฟิลเตอร์ไปป์) เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ดีที่สุดในแง่ของการกรองสารทาร์ และนิโคติน

 

ไส้กรองไปป์ชนิดไหนดีที่สุด ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักที่ผู้สูบต้องการคำนึงถึง ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ต้องการการกรองที่มีประสิทธิภาพ หรือเข้ากับไปป์ตัวโปรด เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้สูบต้องหาคำตอบให้ได้เสียก่อน


"I believe that pipe smoking contributes to a somewhat calm and objective judgement in all human affairs."

Albert Einstein, 1950